“Formal Style” หรือชุดเป็นทางการ คำๆ นี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จักว่าเป็นชุดสำหรับออกงานสังคม เช่น งานแต่งงาน ประชุมงาน หรือใส่ไปทำงาน ซึงทัศนะคติของคนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นชุดที่น่าเบื่อ พลิกแพลงไม่ได้ เหมาะสำหรับคนแก่ใส่ แต่สำหรับพวกเราแล้ว“Formal Style” คือ สไตล์การแต่งตัวแขนงหนึ่งที่น่าสนใจ มีระดับ สามารถใช้ได้ในทุกโอกาส และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใส่นั่นเอง

Formal_Style-2-1500

“I can go all over the world with just three outfits: a blue blazer and gray flannel pants, a gray flannel suit, and black tie.” – Pierre Cardin

แต่สำหรับพวกเรานั้น การแต่งการแบบ “Formal Style” ไม่เกี่ยวกับสูทหรูหราเสื้อเชิ้ตแพงๆ แต่หัวใจหลักจริงๆนั้นสามารถสรุปได้เพียงคำเดียว นั่นก็คือ “กาลเทศะ” เมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องเผชิญเราจะสามารถเลือกเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมดูดี และส่งเสริมภาพลักษณ์แก่ตนเองได้ดังนั้นประโยชน์ของการแต่งตังแบบ “Formal Style” คือการทำให้เราดูดีตลอดเวลาเพราะเราเข้าใจคำว่า “กาลเทศะ” นั่นเองพวกเราเชื่อว่าสไตล์การแต่งตัวก็เหมือนศิลปะชนิดหนึ่งเราต้องสร้างองค์ประกอบทุกอย่างให้ดูดีเสมือนผลงานศิลปะ “Formal Style” ก็เหมือนกับศิลปะชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับต่างๆเช่น เข็มขัด กระเป๋าสตางค์รองเท้าทุกอย่างล้วนมีความสำคัญและสามารถบ่งบอกภาพลักษณ์และสไตล์ในตัวเราได้ซึ่งทำให้ “Formal Style” ในแบบฉบับของพวกเราคือชุดที่สามารถใส่ไปได้ทุกเวลาเมื่อท่านต้องการภาพลักษณ์ที่เนี๊ยบแก่ตนเอง

Formal_for_what-3-1500

การแต่งตัว “Formal Style” นั้นไม่ได้มีหลักสูตรตายตัวท่านสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลายรูปแบบภายใต้คำว่า “สุภาพ” ซึ่งบางคนอาจจะใช้เพียงแค่เสื้อเชิ้ตอ๊อกซ์ฟอร์ดกับกางเกงสแล็คและรองเท้าหนังก็จะสามารถเป็น “Smart Casual” ได้เหมือนกันซึ่งเป็นสไตล์ที่ยังคงภาพลักษณ์ภายใต้คำว่าสุภาพเมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์หรือถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความเนี๊ยบมากขึ้น เราอาจจะใช้เนคไท สูทในการเพิ่มเติมเข้าไปให้ดูภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นหรือเครื่องประดับอื่นๆเช่นเข็มขัดหนังสีดำ กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือดังนั้นเมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆแล้วจะทำให้เราลืมภาพในการที่ต้องแต่งตัวน่าเบื่อและมีแบบแผนซ้ำๆออกไป

การเลือกใช้เครื่องแต่งกายก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแต่งตัวแบบ “Formal Style” การเลือกใช้สีก็มีความสำคัญเหมือนกันสีที่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปจะรักษาภาพลักษณ์ที่สุภาพไว้และรายละเอียดอื่นๆเช่นการเลือกคัทติ้งของเสื้อและกางเกงควรจะเลือกทรงที่เข้ารูปกับตัวเองที่สุด ไม่หลวมและคับจนเกินไปรองเท้าและเข็มขัดควรจะเป็นสีโทนเข้มและสีเดียวกันเพื่อไม่ทำให้เป็นจุดเด่นจนเกินไป และควรมีคุณภาพที่ดีเพื่อเสริมองค์ประกอบให้อยู่ในสไตล์ของเรา

ในยุคของวินด์เซอร์ตอนต้นนั้น ถือเป็นยุคต้นกำเนิดของหนังเรื่อง เจมส์ บอนด์ซึ่งเอกลักษณ์ของเขานั้น เขาจะใส่สูทเนี๊ยบๆวิ่งจับผู้ร้ายตลอดเวลาทั้งเรื่องสาเหตุที่เขาต้องแต่งตัวดีตลอดเวลาเพราะเขาต้องการที่จะสื่อถึง “ภาพลักษณ์” เขาสามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกสถานที่โดยยังคงภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือมีสเน่ห์และมั่นใจ สิ่งที่เขาสื่อออกมานั้น ประสบความสำเร็จเลยทีเดียวทุกคนที่ดูหนังนั้น ล้วนเชื่อว่าเขา “มืออาชีพ” “มั่นใจ” “เด็ดขาด”

Formal_for_what-4-1500

ในทางจิตวิทยานั้น การแต่งตัวที่ดีสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากลองสมมุติในสถานการณ์ที่คุณสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณมีเงินซัก 20 ล้านบาทคุณคงจะไม่เชื่อนายธนาคารที่ยังไม่สามารถดูแลการแต่งตัวของเขาได้มาดูแลเงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิตใช่ไหม ? จริงอยู่ที่อาจจะมีข้อยกเว้นว่าเขามีความสามารถแต่ถ้าเราใช้ความรู้สึกเมื่อเจอกันครั้งแรก ส่วนมากเราคงจะรู้สึกไม่ดีก่อน

ลองมองที่ต่างประเทศอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นหรือ ประเทศในทวีปยุโรปเราจะเห็นผู้คนในประเทศเขาแต่งตัวใส่สูทหรือโอเวอร์โค้ตเป็นจำนวนมากอาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่อากาศในแต่ละประเทศที่หนาวเย็นการแต่งตัวแบบนั้นจึงเหมาะกับ “กาลเทศะ” ของแต่ละประเทศส่วนประเทศไทยที่อาจจะร้อนกว่า เราจึงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่น้อยชิ้นมากกว่าแต่ก็ยังคงความเป็น “Formal Style” ได้ด้วยการเลือกเสื้อเที่บางๆและคัทติ้งเนี๊ยบซักตัวคู่กับกางเกงสแล๊คและใช้เครื่องประดับอื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมเช่น เข็มขัด กระเป๋าสตางค์ รองเท้าหนัง

Formal_for_what-5-1500

“FORMAL STYLE” เริ่มฮิตกันตั้งแต่ปี 1920

ที่นิยมใส่สูทกับหมวกออกนอกบ้านจนถึงปัจจุบันได้มีการวิวัฒนาการขึ้นมาเยอะแต่ยังไงภาพลักษณ์และหลักการยังคงชัดเจนเหมือนเดิมไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแฟชั่นอื่นๆอาจจะหายไปตามกาลเวลา แต่ถ้าพูดถึง “Formal Style” ยังคงเป็นสไตล์ที่ฆ่าไม่ตายเพราะเรารู้ว่าเราควรที่จะแต่งตัวให้ถูก “กาลเทศะ” ได้อย่างไร

“Formal Style” หรือชุดเป็นทางการ คำๆ นี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จักว่าเป็นชุดสำหรับออกงานสังคม เช่น งานแต่งงาน ประชุมงาน หรือใส่ไปทำงาน ซึงทัศนะคติของคนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นชุดที่น่าเบื่อ พลิกแพลงไม่ได้ เหมาะสำหรับคนแก่ใส่ แต่สำหรับพวกเราแล้ว“Formal Style” คือ สไตล์การแต่งตัวแขนงหนึ่งที่น่าสนใจ มีระดับ สามารถใช้ได้ในทุกโอกาส และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใส่นั่นเอง

Formal_Style-2-1500

“I can go all over the world with just three outfits: a blue blazer and gray flannel pants, a gray flannel suit, and black tie.” – Pierre Cardin

แต่สำหรับพวกเรานั้น การแต่งการแบบ “Formal Style” ไม่เกี่ยวกับสูทหรูหราเสื้อเชิ้ตแพงๆ แต่หัวใจหลักจริงๆนั้นสามารถสรุปได้เพียงคำเดียว นั่นก็คือ “กาลเทศะ” เมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องเผชิญเราจะสามารถเลือกเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมดูดี และส่งเสริมภาพลักษณ์แก่ตนเองได้ดังนั้นประโยชน์ของการแต่งตังแบบ “Formal Style” คือการทำให้เราดูดีตลอดเวลาเพราะเราเข้าใจคำว่า “กาลเทศะ” นั่นเองพวกเราเชื่อว่าสไตล์การแต่งตัวก็เหมือนศิลปะชนิดหนึ่งเราต้องสร้างองค์ประกอบทุกอย่างให้ดูดีเสมือนผลงานศิลปะ “Formal Style” ก็เหมือนกับศิลปะชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับต่างๆเช่น เข็มขัด กระเป๋าสตางค์รองเท้าทุกอย่างล้วนมีความสำคัญและสามารถบ่งบอกภาพลักษณ์และสไตล์ในตัวเราได้ซึ่งทำให้ “Formal Style” ในแบบฉบับของพวกเราคือชุดที่สามารถใส่ไปได้ทุกเวลาเมื่อท่านต้องการภาพลักษณ์ที่เนี๊ยบแก่ตนเอง

Formal_for_what-3-1500

การแต่งตัว “Formal Style” นั้นไม่ได้มีหลักสูตรตายตัวท่านสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลายรูปแบบภายใต้คำว่า “สุภาพ” ซึ่งบางคนอาจจะใช้เพียงแค่เสื้อเชิ้ตอ๊อกซ์ฟอร์ดกับกางเกงสแล็คและรองเท้าหนังก็จะสามารถเป็น “Smart Casual” ได้เหมือนกันซึ่งเป็นสไตล์ที่ยังคงภาพลักษณ์ภายใต้คำว่าสุภาพเมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์หรือถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความเนี๊ยบมากขึ้น เราอาจจะใช้เนคไท สูทในการเพิ่มเติมเข้าไปให้ดูภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นหรือเครื่องประดับอื่นๆเช่นเข็มขัดหนังสีดำ กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือดังนั้นเมื่อเราเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆแล้วจะทำให้เราลืมภาพในการที่ต้องแต่งตัวน่าเบื่อและมีแบบแผนซ้ำๆออกไป

การเลือกใช้เครื่องแต่งกายก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแต่งตัวแบบ “Formal Style” การเลือกใช้สีก็มีความสำคัญเหมือนกันสีที่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปจะรักษาภาพลักษณ์ที่สุภาพไว้และรายละเอียดอื่นๆเช่นการเลือกคัทติ้งของเสื้อและกางเกงควรจะเลือกทรงที่เข้ารูปกับตัวเองที่สุด ไม่หลวมและคับจนเกินไปรองเท้าและเข็มขัดควรจะเป็นสีโทนเข้มและสีเดียวกันเพื่อไม่ทำให้เป็นจุดเด่นจนเกินไป และควรมีคุณภาพที่ดีเพื่อเสริมองค์ประกอบให้อยู่ในสไตล์ของเรา

ในยุคของวินด์เซอร์ตอนต้นนั้น ถือเป็นยุคต้นกำเนิดของหนังเรื่อง เจมส์ บอนด์ซึ่งเอกลักษณ์ของเขานั้น เขาจะใส่สูทเนี๊ยบๆวิ่งจับผู้ร้ายตลอดเวลาทั้งเรื่องสาเหตุที่เขาต้องแต่งตัวดีตลอดเวลาเพราะเขาต้องการที่จะสื่อถึง “ภาพลักษณ์” เขาสามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกสถานที่โดยยังคงภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือมีสเน่ห์และมั่นใจ สิ่งที่เขาสื่อออกมานั้น ประสบความสำเร็จเลยทีเดียวทุกคนที่ดูหนังนั้น ล้วนเชื่อว่าเขา “มืออาชีพ” “มั่นใจ” “เด็ดขาด”

Formal_for_what-4-1500

ในทางจิตวิทยานั้น การแต่งตัวที่ดีสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากลองสมมุติในสถานการณ์ที่คุณสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณมีเงินซัก 20 ล้านบาทคุณคงจะไม่เชื่อนายธนาคารที่ยังไม่สามารถดูแลการแต่งตัวของเขาได้มาดูแลเงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิตใช่ไหม ? จริงอยู่ที่อาจจะมีข้อยกเว้นว่าเขามีความสามารถแต่ถ้าเราใช้ความรู้สึกเมื่อเจอกันครั้งแรก ส่วนมากเราคงจะรู้สึกไม่ดีก่อน

ลองมองที่ต่างประเทศอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นหรือ ประเทศในทวีปยุโรปเราจะเห็นผู้คนในประเทศเขาแต่งตัวใส่สูทหรือโอเวอร์โค้ตเป็นจำนวนมากอาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่อากาศในแต่ละประเทศที่หนาวเย็นการแต่งตัวแบบนั้นจึงเหมาะกับ “กาลเทศะ” ของแต่ละประเทศส่วนประเทศไทยที่อาจจะร้อนกว่า เราจึงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่น้อยชิ้นมากกว่าแต่ก็ยังคงความเป็น “Formal Style” ได้ด้วยการเลือกเสื้อเที่บางๆและคัทติ้งเนี๊ยบซักตัวคู่กับกางเกงสแล๊คและใช้เครื่องประดับอื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมเช่น เข็มขัด กระเป๋าสตางค์ รองเท้าหนัง

Formal_for_what-5-1500

“FORMAL STYLE” เริ่มฮิตกันตั้งแต่ปี 1920

ที่นิยมใส่สูทกับหมวกออกนอกบ้านจนถึงปัจจุบันได้มีการวิวัฒนาการขึ้นมาเยอะแต่ยังไงภาพลักษณ์และหลักการยังคงชัดเจนเหมือนเดิมไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแฟชั่นอื่นๆอาจจะหายไปตามกาลเวลา แต่ถ้าพูดถึง “Formal Style” ยังคงเป็นสไตล์ที่ฆ่าไม่ตายเพราะเรารู้ว่าเราควรที่จะแต่งตัวให้ถูก “กาลเทศะ” ได้อย่างไร